เป็นไข้หวัดแล้วใช้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ ระวังกินพร่ำเพรื่อ ส่งผลทั้งดื้อยาและทำลายแบคทีเรียดีในลำไส้

ยาปฏิชีวนะ ทำลาย โพรไบโอติก แบคทีเรียดี

ทุกๆช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะหน้าฝน ของฝากที่เราไม่อยากได้มักจะมาในรูปแบบของอาการเจ็บป่วย อย่างไข้หวัด ที่ไม่ว่าคนในวัยไหนก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ยิ่งอยู่ในช่วงร่างกายอ่อนแอ ไข้หวัดก็จะฉวยโอกาสมาจู่โจมเราได้ง่ายๆ พอเราเจ็บป่วยแล้วอยากหายไวก็จะใช้การกินยาเพื่อบรรเทาอาการให้ทุเลาลงได้เร็วขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็มีเรื่องน่ากังวลที่หลายคนมองข้ามนั่นก็คือผลเสียจากการใช้ยาที่ผิดวิธี ที่สามารถกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงการสูญเสียแบคทีเรียดีโดยเฉพาะโพรไบโอติก (Probiotic) ในลำไส้

อาการหวัดเกิดจากอะไร มาจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสกันแน่

อาการหวัดโดยทั่วไปที่เราเป็นกันจะมีอาการไม่สบายตัว คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ มีไข้ต่ำ อาจมีปวดกล้ามเนื้อหรือศีรษะเล็กน้อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการการติดเชื้อไวรัสมากกว่าเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อนี้เกิดขึ้นที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ตั้งแต่จมูก ปาก ลำคอ เชื้อไวรัสตัวต้นเหตุมีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่ที่มักพบบ่อยคือไรโนไวรัส
แต่ในกรณีที่มีการอักเสบที่คอหอย มีตุ่มหนองที่ทอนซิล หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบรุนแรง มีความเป็นไปได้ว่าจะติดเชื้อแบคทีเรีย หากเป็นเช่นนั้นควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและจัดยารักษาให้เหมาะสมกับอาการ

วิธีสังเกตเบื้องต้นว่าติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส

  • อาการไอ: หวัดที่เกิดจากไวรัสมักมีอาการไอที่มากกว่า และอาจมีเสียงแหบร่วมด้วย ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการไออาจไม่รุนแรงเท่าหวัดจากไวรัส แต่ยังสามารถเกิดอาการไอได้ในบางกรณี
  • ลักษณะของน้ำมูกและเสมหะ: การติดเชื้อแบคทีเรียมักทำให้น้ำมูกหรือเสมหะเป็นสีเหลืองหรือเขียว ในขณะที่หวัดจากไวรัสน้ำมูกมักจะใสกว่า แต่อาจมีสีเหลืองได้บ้างในบางกรณี
  • อาการคอแดงและต่อมทอนซิล: หากพบว่าคอแดงมาก มีต่อมทอนซิลโต บวมแดงเป็นหนอง และต่อมน้ำเหลืองใต้ขากรรไกรโตและเจ็บ มีความเป็นไปได้สูงว่าติดเชื้อแบคทีเรีย อย่างไรก็ตาม หากคอแดงเล็กน้อยและไม่มีอาการรุนแรง อาจเป็นการติดเชื้อไวรัสได้

วิธีรักษาอาการหวัดที่เกิดจากการติดเชื้อแต่ละแบบมีอะไรบ้าง

  • การรักษาหวัดจากเชื้อไวรัส: หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสมักหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ การรักษาหลัก ๆ คือการดูแลตัวเองที่บ้าน ซึ่งประกอบด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ การดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้น และการใช้น้ำเกลือล้างจมูกเพื่อลดความอุดตันในจมูก นอกจากนี้ การใช้ยาตามอาการ เช่น ยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูก ยาแก้ไอ ยาพาราเซตามอล เพื่อบรรเทาอาการก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ การเสริมวิตามินซี วิตามินดี หรือสังกะสีอาจช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน แต่ควรทำตามคำแนะนำปริมาณที่เหมาะสม
    หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ หรือมีอาการแย่ลงภายใน 2-3 วัน เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะมาก หนาวสั่น ควรรีบพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง
  • การรักษาหวัดจากเชื้อแบคทีเรีย: หากสงสัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย ควรพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกรเพื่อรับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม ยาปฏิชีวนะสามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้ แต่ไม่ได้ช่วยในการทำลายเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจำเป็นต้องทานต่อเนื่องตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด เพื่อให้เชื้อแบคทีเรียถูกกำจัดหมด การหยุดยาก่อนเวลาอาจทำให้เกิดการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียได้
    ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ถ้าใช้ยาปฏิชีวนะแบบไม่ระวังจะเกิดผลเสียอะไรบ้าง

  • เกิดการแพ้ยา อาการที่พบจะมีตั้งแต่การมีผื่นคัน หรือรุนแรงขึ้นคือผิวหนังไหม้ หลุดลอก รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก และอาจช็อคได้
  • เชื้อดื้อยา การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่ถูกต้อง เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น หรือไม่ครบตามที่แพทย์กำหนด สามารถทำให้แบคทีเรียพัฒนาความต้านทานต่อยาได้ การกลายพันธุ์นี้ทำให้เชื้อดื้อยาไม่สามารถถูกทำลายได้ด้วยยาปฏิชีวนะชนิดเดิม และอาจต้องใช้ยาที่แรงกว่าเดิมหรือใช้ยาหลายตัวร่วมกัน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงและการรักษาที่ยากขึ้น
  • มีอาการแทรกซ้อนจากการเสียสมดุลแบคทีเรียดี ยาปฏิชีวนะไม่เพียงทำลายแบคทีเรียก่อโรค แต่ยังทำลายแบคทีเรียดีที่ช่วยรักษาสมดุลในร่างกาย โดยเฉพาะในลำไส้ เมื่อแบคทีเรียดีถูกทำลาย อาจทำให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อฉวยโอกาส เช่น เชื้อราในช่องปากหรือช่องคลอด ในกรณีรุนแรง อาจเกิดภาวะลำไส้อักเสบจากเชื้อ Clostridioides difficile ซึ่งทำให้ผนังลำไส้ถูกทำลายและหลุดออกมากับอุจจาระ เป็นภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • ท้องเสียเรื้อรัง ยาปฏิชีวนะอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียเรื้อรังจากสมดุลลำไส้ที่เสียไป ซึ่งมีชื่อทางการแพทย์ว่า antibiotic-associated diarrhea (AAD)

การป้องกันผลกระทบต่อสมดุลแบคทีเรียดี ด้วยการรับประทานโพรไบโอติก

มีผลวิจัยว่าเมื่อใช้ยาปฏิชีวนะ การทานโพรไบโอติกร่วมด้วยจะช่วยรักษาสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ได้ดีขึ้น ซึ่งยาปฏิชีวนะสามารถฆ่าได้ทั้งแบคทีเรียที่เป็นอันตรายและแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางเดินอาหารและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ต่อไปนี้เป็นวิธีการรับประทานโพรไบโอติกอย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่คุณใช้ยาปฏิชีวนะ

  1. เวลาในการทาน: ควรทานโพรไบโอติกและยาปฏิชีวนะแยกกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโพรไบโอติก โดยทานให้ห่างกันอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง วิธีนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่ายาปฏิชีวนะจะไม่ฆ่าแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์จากโปรไบโอติกทันที หลังจากเสร็จสิ้นการใช้ยาปฏิชีวนะ ควรทานโปรไบโอติกต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์หลังจากเสร็จสิ้นการใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อช่วยฟื้นฟูสมดุลของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้
  2. เลือกโพรไบโอติกที่เหมาะสม: มองหาสายพันธุ์เฉพาะที่รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพเป็นพิเศษในการป้องกันอาการท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ และควรมีปริมาณที่สูง (ขึ้นกันสายพันธุ์) โดยทั่วไปควรมีประมาณ 10 พันล้าน CFUs หรือมากกว่าต่อครั้ง

เสริมภูมิคุ้มกัน ให้แข็งแกร่งอยู่เสมอด้วยโพรไบโอติก (Probiotic)

นอกจากไม่ใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อแล้ว การดูแลตัวเองให้แข็งแรงและระบบภูมิคุ้มกันโรคทำงานได้ดีอยู่เสมอ เป็นการป้องกันการเจ็บป่วยที่ดีที่สุดในระยะยาว ถ้าเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาความรุนแรงของอาการก็จะน้อยกว่าและหายได้ไวกว่าเมื่อเทียบกับคนที่สุขภาพไม่ดี ซึ่งหลักการดูแลสุขภาพโดยพื้นฐานเราก็พอจะทราบกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การพักผ่อนให้เพียงพอ และโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินที่เราจะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์หรือสารที่ให้โทษเข้าสู่ร่างกายก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกกินแบบไหน ในปัจจุบันคนจึงเริ่มทานอาหารเสริมกันมากขึ้น เพื่อหวังว่าจะได้เติมสารอาหารหรือวิตามินที่จำเป็นให้ร่างกายได้อย่างเพียงพอ

เติมสารอาหารแล้วสิ่งที่อยากแนะนำก็คือ การเสริมโพรไบโอติก (Probiotic) ไม่ว่าจะจากอาหารหรือในรูปแบบอาหารเสริม เพื่อให้โพรไบโอติกเข้าไปส่งเสริมการเติบโตและเพิ่มความหลากหลายของแบคทีเรียดีในร่างกาย  เพราะแบคทีเรียดีที่ว่านี้จะกระจายอยู่ทั่วร่างกาย เพื่อช่วยส่งเสริมให้ระบบต่างๆทำงานได้ดี โดยเฉพาะในทางเดินอาหาร และลำไส้่ที่แบคทีเรียดีจะอาศัยอยู่มากที่สุด เพราะเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ย่อย ดูดซึมสารอาหาร สร้างฮอร์โมนสำคัญ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ดังนั้นการที่เราได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเต็มที่ และมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง โอกาสที่เราจะเจ็บป่วยก็ยิ่งน้อยลงตามไปด้วย ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงที่ใช้ยาปฏิชีวนะก็สามารถทานโพรไบโอติกควบคู่ไปด้วย เพื่อเร่งฟื้นฟูสมดุลให้แบคทีเรียดีกลับมามีมากกว่าเชื้อก่อโรคอยู่เสมอ

เสริมเกราะเหล็กให้ลำไส้ ด้วย Tactiva Trio-Probiotic 🛡

บทความแนะนำ
ผายลม-ตดบ่อย -ตดเหม็น-เกิดจากอะไร
ผายลมบ่อยระหว่างวัน ตดมีกลิ่นเหม็นกว่าปกติ เกิดจากอะไร
กลิ่นปาก ปากเหม็น โพรไบโอติก probiotic
แปรงฟันบ่อย เเล้วทำไมยัง มีกลิ่นปาก!?? ไปหาคำตอบจากเรื่องนี้กันครับ
โพรไบโอติก-สารอาหารสารพัดประโยชน์-แก้ขับถ่ายยาก-ดูแลสุขภาพลำไส้-บำรุงกระดูก
โพรไบโอติก สารอาหารสารพัดประโยชน์ แก้ ขับถ่ายยาก ดูแลสุขภาพลำไส้ ไปจนถึงบำรุง กระดูก
99 ปี-ทานโพรไบโอติก-แก้ท้องผูก-ได้ผล
ผู้สูงอายุทานโพรไบโอติกแก้ท้องผูกได้ไหม? มาดูประสบการณ์ดูแลลำไส้ของลูกค้าวัย 99 ปี ที่ทาน Tactiva เป็นประจำ 
บทความอื่นๆ
ความเข้าใจผิด-โพรไบโอติก
6 ความ เข้าใจผิด เกี่ยวกับ โพรไบโอติก (Probiotic) ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้
แบคทีเรีย โพรไบโอติก probiotic
ทำไมเราจึงควรเลี้ยง แบคทีเรีย ในลำไส้ แบคทีเรียดีหรือ โพรไบโอติก (Probiotic) มีประโยชน์อย่างไรกับร่างกาย
เคล็ดลับ-เสริมภูมิคุ้มกัน-วัยทอง-อาหารเสริม-โพรไบโอติก
วิธีสร้าง ภูมิคุ้มกัน ง่ายๆ สำหรับคน วัยทอง ควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลโรค ร่างกายไม่เสื่อมตามวัย
ภาวะลำไส้รั่ว-เกิดจาก-ป้องกัน-อาการ
พาเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายแบบไม่รู้ตัว เพราะอาการลำไส้รั่ว ใครท้องเสียเรื้อรัง หรือท้องเสียสลับท้องผูกบ่อยๆ รีบเช็คตัวเองเลย

สินค้าของเรา