ปัญหาขับถ่ายไม่เป็นเวลา โดยเฉพาะเรื่องขับถ่ายยาก ท้องผูกเรื้อรัง กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่คนเริ่มเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ และกลุ่มที่พบบ่อยก็มักจะเป็นผู้หญิงและผู้สูงอายุ โดยกลุ่มหลังนี้มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ความเสื่อมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ในวัยหนุ่มสาวมักเกิดจากการใช้ชีวิตที่บ่อนทำลายสุขภาพในรูปแบบต่างๆ ซึ่งหากเราปล่อยให้เกิดปัญหาขับถ่ายยากหรือท้องผูกเรื้อรังไปนานๆ ก็สามารถทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่างตามมา เช่น ภาวะอุจจาระตกค้าง ซึ่งเราจะมาทำความรู้จักให้มากขึ้นกันในวันนี้
สารบัญ
Toggleอุจจาระตกค้าง คืออะไร
อุจจาระตกค้างเป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยแม้บางคนจะรู้สึกว่ามีการขับถ่ายทุกวัน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ถ่ายอุจจาระออกหมด ทำให้มีอุจจาระบางส่วนค้างอยู่ในลำไส้ ภาวะนี้จัดว่าเป็นอาการท้องผูกเรื้อรังประเภทหนึ่ง ซึ่งหากปล่อยไว้นาน อุจจาระที่ตกค้างจะยิ่งแข็งตัว ทำให้ขับถ่ายยากขึ้น เมื่อมีอุจจาระใหม่เกิดขึ้นก็จะไปกดทับและรวมกับอุจจาระเก่า จนกลายเป็นการตกค้างสะสม อาการท้องผูกจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการแทรกซ้อน เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หายใจติดขัด หรือมีลมในท้องมาก หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่โรคที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นได้
อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าเป็น ภาวะอุจจาระตกค้าง
- รู้สึกว่าไม่ถ่ายหมด: แม้จะขับถ่ายทุกวัน แต่ยังรู้สึกว่ามีอุจจาระค้างอยู่ในลำไส้ หรือรู้สึกว่าต้องขับถ่ายอีก
- อุจจาระเป็นก้อนแข็ง: อุจจาระมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง เล็ก และขับถ่ายออกมายากปวดท้องหรือแน่นท้อง: มีอาการปวดท้องหรือแน่นท้อง เนื่องจากมีอุจจาระตกค้างอยู่ในลำไส้
- ท้องอืดหรือมีลมในท้องมาก: การตกค้างของอุจจาระทำให้เกิดลมในท้อง ส่งผลให้ท้องอืดและรู้สึกไม่สบายตัว
- ท้องผูกสลับท้องเสีย: บางคนอาจมีอาการท้องผูกสลับกับท้องเสียเนื่องจากลำไส้พยายามขับถ่ายอุจจาระที่ตกค้าง
- มีกลิ่นปากหรือกลิ่นตัวผิดปกติ: อุจจาระที่ตกค้างนานทำให้เกิดสารพิษในร่างกาย ส่งผลให้เกิดกลิ่นปากหรือกลิ่นตัวที่ผิดปกติ
- รู้สึกไม่สบายตัวทั่วไป: อาจมีอาการอื่นๆ เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรือหายใจติดขัด เนื่องจากร่างกายสะสมสารพิษจากอุจจาระที่ตกค้าง
จะป้องกันไม่ให้เกิด อาการท้องผูก และภาวะ อุจจาระตกค้าง ได้อย่างไร
- ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าหลังตื่นนอน รวมถึงการฝึกเบ่งถ่ายอุจจาระให้ถูกวิธี เพื่อให้ถ่ายอุจจาระออกมาได้มากที่สุด โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาขับถ่ายยาก การฝึกทำได้โดยการนั่งบนชักโครกแล้วโค้งตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ขณะขับถ่ายให้ใช้มือกดท้องด้านล่างซ้าย เพื่อเป็นการกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้จึงถ่ายได้ง่ายขึ้น
- ขับถ่ายทันทีหลังปวดอุจจาระ ไม่กลั้นอุจจาระไว้นานๆ เพราะอาจทำให้ขับถ่ายยากขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเบ่งอุจจาระแรงๆ หรือพยายามเบ่งทั้งที่ยังไม่รู้สึกปวดอุจจาระ เพราะการเบ่งแรงๆเป็นการเพิ่มแรงดันในลำไส้ หากทำบ่อย ๆ จะทำให้ลำไส้โป่งพอง และอาจเกิดริดสีดวงทวารได้
- ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือลุกขึ้นขยับร่างกายเบาๆ หลังรับประทานอาหารเพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ได้บีบตัว ในส่วนของกระเพาะอาหารก็ย่อยดีขึ้นด้วย
- ดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือประมาณ 8-10 แก้วต่อวัน เพราะ การดื่มน้ำจะทำให้อุจจาระมีความอ่อนตัว และช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ โดยค่อยๆจิบระหว่างวัน ทีละแก้วทุกชั่วโมง
- ลดอาหารที่มีไขมันสูง เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ พยายามทานเนื้อสัตว์ที่ย่อยยากให้น้อยกว่าอาหารประเภท ผัก ผลไม้ ที่มีไฟเบอร์หรือไยอาหารสูง นอกจากไฟเบอร์เหล่านี้จะช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่มและเคลื่อนตัวในลำไส้ได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังเป็นอาหารของจุลินทรีย์ดีที่ชื่อโพรไบโอติกซึ่งทำหน้าที่ดูแลลำไส้ให้ทำหน้าที่ย่อย ดูดซึมสารอาหารและกระตุ้นการขับถ่ายได้ดี
- ทานอาหารที่มีจุลินทรีย์ไพรโอติก (Probiotic) สูงเป็นประจำ อาหารที่มีโพรไบโอติกสูง ยกตัวอย่างเช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว ผักดอง หรืออาหารเสริมโพรไบโอติก แต่ก่อนที่เล่าจะถึงประโยชน์ของโพรไบโอติกในลำดับต่อไป เราอยากให้คนที่คิดว่าการเสริมโพรไบโอติกไม่จำเป็น ลองเปิดใจและทำความเข้าใจใหม่ก่อนว่า โพรไบโอติกไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม แต่เป็นจุลินทรีย์ชนิดดีที่ร่างกายต้องการไม่ต่างกับสารอาหารอื่นๆ ที่เราเติมให้ร่างกายทุกวัน ซึ่งโพรไบโอติกจะกระจายอยู่ตามอวัยวะต่างๆ มีหน้าที่ส่งเสริมให้ส่วนที่พวกมันอาศัยอยู่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลำไส้ที่ทำหน้าที่ในการย่อยและขับถ่าย ซึ่งเป็นส่วนที่มีโพรไบโอติกอาศัยอยู่มากที่สุด
โพรไบโอติกจะช่วยปรับสมดุลในทางเดินอาหาร ตั้งแต่กระตุ้นการสร้างเอนไซม์หลายชนิดออกมาย่อยอาหาร เมื่อกากอาหารมีขนาดเล็กก็ทำให้เคลื่อนตัวและถูกกำจัดออกไปได้ง่าย นอกจากนี้โพรไบโอติกยังช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ให้สามารถขับของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันโพรไบโอติกที่จับอยู่ตามผนังลำไส้ก็ป้องกันไม่ให้แบคทีเรียก่อโรคสามารถแทรกซึมเข้าไปในร่างกายได้ด้วย จากทั้งหมดนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเราจึงต้องเสริมโพรไบโอติกอย่างสม่ำเสมอทุกวัน
เสริมเกราะเหล็กให้ลำไส้ ด้วย Tactiva Trio-Probiotic 🛡