6 เคล็ดลับชะลอวัย ไม่แก่ง่าย ฟื้นฟูความอ่อนเยาว์จากภายในแบบไม่ต้องพึ่งหมอ

ชะลอวัย ไม่แก่ง่าย หน้าเด็ก

ความเสื่อมของร่างกายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปอยู่แล้ว แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถชะลอวัย ยื้อเวลาไม่ให้เราแก่ง่ายได้นานสุด ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือการดูแลสุขภาพเพื่อฟื้นฟูความอ่อนเยาว์จากภายใน ซึ่งสามารถทำได้ตามเคล็ดลับที่เรานำมาแนะนำดังนี้ 

1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ขณะที่นอนหลับร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ที่มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูกและกล้ามเนื้อ ลดการสะสมของไขมัน เสริมภูมิคุ้มกัน รวมทั้งซ่อมแซมร่างกายและเซลล์ผิว โดยในช่วง 22.00-02.00 จะเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมามาก ดังนั้นถ้าเรานอนหลับในช่วงเวลานี้ก็เป็นการส่งเสริมให้ร่างกายผลิดโกรทฮอร์โมนออกมาได้มาก และควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ 7-9 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีเวลาที่เพียงพอในการฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองด้วย

2. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายเป็นประจำนอกจากช่วยให้คุณรักษาระดับน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพดี ห่างไกลจากโรคอ้วนแล้ว ยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด การเคลื่อนย้ายของออกซิเจนและสารอาหารที่สำคัญไปทั่วร่างกายของคุณได้ดีขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอก็สามารถฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น การออกกำลังกายเป็นประจำยังมีความสำคัญต่อการรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดกลไกการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย และยังช่วยส่งเสริมให้ระบบต่างๆ ทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

3. หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัดเป็นเวลานานๆ

การโดนแดดอ่อนๆในตอนเช้าช่วง 6.00-8.00 น. จะช่วยเพิ่มวิตามินดีที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย แต่หากเป็นแดดช่วงสายหลัง 11.00 เป็นต้นไปจนถึงช่วงบ่าย จะสามารถทำอันตรายกับผิวของเราได้ถ้าตากแดดนานเกินไป เพราะรังสี UVA และ UVB ในแสงแดดจะไปทำลายอิลาสติกและคอลลาเจนในผิว ทำให้ผิวหมองคล้ำ หย่อนคล้อย เกิดจุดด่างดำและริ้วรอยแห่งวัย หรือแม้แต่ปัญหาสุขภาพผิวอื่นๆที่แย่กว่านั้นได้
นอกจากการหลีกเลี่ยงไม่โดนแดดจัดเป็นเวลานานๆแล้ว ควรทาครีมกันแดดทั้งใบหน้าและผิวกายทุกวัน โดยครีมกันแดดต้องมีค่า SPF อยู่ที่ 30 เป็นอย่างน้อย และหากจำเป็นต้องอยู่กลางแดดเป็นเวลานานๆ ควรทาซ้ำทุก2-3 ชั่วโมงเพื่อการปกป้องสูงสุด

4. ดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

การดื่มน้ำเยอะเป็นกุญแจสำคัญของความอ่อนเยาว์ เพราะน้ำเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ มีบทบาทสำคัญต่อระบบย่อย การเผาผลาญ ระบบขับถ่าย การกำจัดของเสีย และยังช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้เหมาะสม ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้เพียงพอที่จะส่งเสริมการทำงานของระบบต่างๆให้เป็นปกติ นอกจากนี้น้ำยังช่วยเติมเต็มเนื้อเยื่อและเซลล์ผิวให้เปล่งปลั่ง เต่งตึง เมื่อผิวสุขภาพดีคุณก็ดูเด้กลงไปด้วย

5. ทานอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการอย่างเพียงพอ

พูดง่ายๆก็คือการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมในทุกวัน แต่ทั้งนี้เมื่อคุณมีอายุเพิ่มขึ้น ร่างกายก็มีความเสื่อมมากขึ้น ระบบต่างๆทำงานได้แย่ลงไปด้วย จึงยิ่งต้องใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะการเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเน้นทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ถั่วเหลืองที่ช่วยลดไขมันสะสมในร่างกาย  หรือเนื้อปลาที่มีโปรตีนสูงแต่ไขมันน้อย ซึ่งช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินให้ผิวสดใส รวมทั้งการทานผักหลากหลายสีให้ได้ทุกวัน เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ หรือสารต้านความแก่ และยังเป็นการเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหาร ช่วยให้รู้สึกอิ่มนานและยังดีต่อระบบขับถ่ายด้วย

6. ทานอาหารที่มีโพรไบโอติกสูง (Probiotic)

โพรไบโอติกเป็นจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ พบได้มากที่สุดในลำไส้ ซึ่งโพรไบโอติกมีหน้าที่ส่งเสริมการทำงานของระบบย่อย การดูดซึมสารอาหาร และการขับถ่ายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารมีประโยชน์เพียงพอและไม่มีของเสียและสารพิษตกค้างในร่างกายนานๆ โพรไบโอติกยังช่วยส่งเสริมการผลิตฮอร์โมนสำคัญและภูมิคุ้มกันร่างกาย เรียกได้ว่าทุกกระบวนการที่โพรไบโอติกเข้าไปมีบทบาทในการทำงาน เป็นการช่วยลดความเสื่อมและซ่อมแซมร่างกาย ช่วยชะลอวัยจากภายในอย่างแท้จริง

แม้โพรไบโอติกจะเป็นจุลินทรีย์ประจำถิ่นที่อยู่ในร่างกายเราตั้งแต่เกิด แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตก็มีโอกาสสลายไปได้ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอเพราะมีพฤติกรรมทำลายสุขภาพหรืออยู่ในช่วงเจ็บป่วย ดังนั้นการทานอาหารที่มีโพรไบโอติกเป็นประจำจึงช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ดีตัวนี้ให้มีมากกว่าแบคทีเรียก่อโรคอยู่เสมอ เพื่อให้ลำไส้และระบบอื่นๆที่ทำงานประสานกันสามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีอาหารเสริมโพรไบโอติกที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้บริโภคได้ทานโพรไบโอติกอย่างสม่ำเสมอทุกวัน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะทานได้เพียงพอหรือไม่ แต่ทั้งนี้ก็ต้องใส่ใจเลือกอาหารเสริมโพรไบโอติกที่จะทานกันสักนิด โดยมีหลักการเลือกสำคัญคือ สายพันธุ์ที่ใช่และปลอดภัย มีงานวิจัยรับรอง การทานในปริมาณที่เพียงพอ คืออย่างน้อย 1,000 ล้าน CFU และควรบรรจุในแคปซูลที่สามารถทนสภาพความเป็นกรดของระบบทางเดินอาหาร เพื่อลำเลียงโพรไบโอติกไปถึงลำไส้ให้ได้มากที่สุด

ใครไม่อยากแก่เร็ว แค่ทำให้ได้ทั้ง 6 ข้อนี้ ก็สามารถชะลอความชราได้แบบไม่ต้องพึ่งหมอ ซึ่งวิธีเหล่านี้เป็นการดูแลตัวเองในระยะยาวที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง อาจจะไม่เห็นผลทันที แต่ถ้าทำสม่ำเสมอจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงจากภายในคือการมีสุขภาพที่ดีขึ้น และเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่ดูสดใส ไม่แก่ ไม่โทรมง่าย ไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น 

บทความแนะนำ
พาเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายแบบไม่รู้ตัว เพราะอาการลำไส้รั่ว ใครท้องเสียเรื้อรัง หรือท้องเสียสลับท้องผูกบ่อยๆ รีบเช็คตัวเองเลย
โยเกิร์ตที่คุณทาน อาจไม่มีโพรไบโอติกที่คุณต้องการอยู่ในนั้น
เคล็ดลับแก้ปัญหาท้องผูกในผู้สูงอายุวัยทอง พร้อมทางลัดดูแลสุขภาพระยะยาวด้วยโพรไบโอติก
6 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโพรไบโอติก (Probiotic) ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้
อาการกรดไหลย้อน สาเหตุเกิดจากอะไร รักษาด้วยโพรไบโอติกได้อย่างไร
กินโพรไบโอติกให้ได้ผลต้องทำอย่างไร ควรกินโพรไบโอติกตอนไหนดีที่สุด
เพิ่มสารแห่งความสุขและความสงบ เซโรโทนินด้วยการปรับปรุงสุขภาพลำไส้
โพรไบโอติก (Probiotic) คืออะไร เลือกอย่างไร กินอย่างไร รู้ก่อนสุขภาพดีก่อน (Update: November 2023)
ขับถ่ายปกติอยู่แล้ว จำเป็นต้องกินโพรไบโอติกด้วยหรือ?
ลำไส้ขี้เกียจคืออะไร อาการเป็นอย่างไร การทานโพรไบโอติกช่วยป้องกันลำไส้ขี้เกียจได้หรือไม่
ยิ่งเครียดยิ่งกินเกิดจากอะไร ส่งผลถึงโพรไบโอติกในลำไส้ได้อย่างไรบ้าง
รู้สึกอ่อนเพลียง่าย? สาเหตุอาจจะไม่ได้มาจากการนอนหลับเสมอไป
ขาดโพรไบโอติก ก็ทำให้นาฬิกาชีวิตรวน จนสุขภาพแย่ลงได้
บทความอื่นๆ

ส่วนลดพิเศษ 30% สำหรับสมาชิก

ลูกค้าเก่าเพียงล็อกอิน เพื่อเข้ามาสั่งซื้อสินค้า และลูกค้าใหม่สมัครสมาชิกเพื่อเข้ามาสั่งซื้อ รับรหัสส่วนลดไปเลยทันที 30% หรือทักแอดมินไปทางไลน์เพื่อขอส่วนลด 30% ได้ทันที
*สงวนสิทธิ์ 1 ท่านต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น