กินของหวานแล้วดีต่อใจ ระวังแบคทีเรียดีในลำไส้โดนทำลายไม่รู้ตัว ข้อเสียของการกินน้ำตาลเยอะ

เลือกของขวัญ-Halloween-โพรไบโอติก-เลิกติดหวาน-ลดน้ำตาล

ในหนึ่งวันเราจะได้รับสารอาหารหลายอย่างจากอาหารที่เราทานแต่ละมื้อ ซึ่งน้ำตาลก็เป็นหนึ่งในสารอาหารที่เราได้รับเข้ามาด้วย จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับประเภทอาหารที่เราทาน
น้ำตาลให้รสชาติหวานชื่นใจ และให้พลังงานกับร่างกายก็จริง แต่ถ้าทานมากเกินไปก็อาจกลายเป็นสารที่ให้โทษกับเราได้ นอกเหนือจากความอ้วน และการควบคุมระดับ insulin ในเลือด ในวันนี้เราจะขอพูดถึงโทษของการติดหวาน ทานของหวานที่มีน้ำตาลเยอะ ส่งผลเสียต่อแบคทีเรียในลำไส้และสามารถกระทบต่อสุขภาพด้านอื่นต่อเนื่องกันได้อย่างไรบ้าง รวมถึงการทานโพรไบโอติก (Probiotic) ที่เขาว่าดีต่อลำไส้ช่วยได้อย่างไร 

น้ำตาลมีประโยชน์อย่างไร

น้ำตาลเป็นชนิดหนึ่งของคาร์โบไฮเดรตที่ประกอบด้วยโมเลกุลขนาดเล็ก เช่น โมโนแซ็กคาไรด์และไดแซ็กคาไรด์ ซึ่งเราสามารถได้รับจากอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น นม ธัญพืช ผลไม้ และผัก ประโยชน์ของน้ำตาลนั้นคล้ายกับคาร์โบไฮเดรตทั่วไป คือให้พลังงานและช่วยให้ร่างกายตื่นตัวได้ในช่วงสั้น ๆ

การบริโภคน้ำตาลจากอาหารตามธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น ผลไม้ และผัก หากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม จะส่งผลเสียต่อร่างกายน้อยกว่า เนื่องจากน้ำตาลเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างช้า ๆ แต่หากเป็นน้ำตาลที่เติมเข้ามาเพิ่มเติมในอาหาร เช่น น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง หรือ น้ำเชื่อม เพื่อปรุงรส การบริโภคน้ำตาลประเภทนี้อาจทำให้เราได้รับน้ำตาลเกินกว่าที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันได้ง่าย (องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวัน) นอกจากนี้ ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินในระยะยาว และนำไปสู่โรคเบาหวานได้

ในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศไทย อาหารหลายชนิดมีการเติมน้ำตาลในปริมาณสูง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคน้ำตาลอย่างมาก กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานภาครัฐจึงต้องออกมารณรงค์และส่งเสริมการลดบริโภคน้ำตาลหลายครั้งเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว

กินหวานเกินไปทำลายสุขภาพลำไส้ได้อย่างไรบ้าง

ลำไส้ของเราจะมีชุมชนจุลินทรีย์ตั้งรกรากอยู่ที่ผนังลำไส้ ในสภาวะปกติที่มีแบคทีเรียดี (โพรไบโอติก) อาศัยอยู่มากกว่าแบคทีเรียก่อโรค ลำไส้จะมีสมดุลที่ดีและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อได้รับน้ำตาลที่มากเกินไป ชุมชนจุลินทรีย์ที่ดีจะเกิดปัญหาดังนี้

  • ไม่สมดุลระหว่างแบคทีเรียดี (โพรไบโอติก) และแบคทีเรียที่เป็นอันตราย: การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากสามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและยีสต์ที่เป็นอันตรายในลำไส้ เช่น Candida ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่สมดุลในจุลินทรีย์ในลำไส้หรือที่เรียกว่า dysbiosis โดยความไม่สมดุลนี้จะลดจำนวนแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เช่น Lactobacillus และ Bifidobacterium
  • ลดความหลากหลายของจุลินทรีย์: การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจลดความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้ระบบลำไส้แข็งแรงน้อยลงและเสี่ยงต่อการอักเสบและการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

แบคทีเรียไม่สมดุลมีปัญหาอย่างไร

โดยทั่วไปแบคทีเรียดีที่คอยดูแลร่างกาย จะไม่ชอบอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ตรงข้ามกับแบคทีเรียก่อโรคที่ของหวานๆ มันๆ เป็นอาหารจานโปรดของเจ้าพวกนี้ ดังนั้นการที่เราทานอาหารหวานเข้าไปมากๆจึงเท่ากับเป็นการให้อาหารแบคทีเรียร้าย เร่งให้พวกมันเติบโตได้ดี สามารถสร้างสารพิษออกมากระตุ้นการอักเสบในร่างกายได้มากขึ้น และยังทำลายเยื่อหุ้มลำไส้ ทำให้เชื้อโรค รวมถึงสารพิษหรือสารแปลกปลอมอื่นๆ เล็ดลอดผ่านผนังลำไส้ เข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปยังส่วนต่างๆในร่างกายได้ง่ายขึ้น เกิดเป็นปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมา

เปลี่ยนจากน้ำตาลเป็นสารให้ความหวาน ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ไหม

แม้ว่าปัจจุบันจะมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลออกมาเป็นทางเลือกสุขภาพให้กับผู้บริโภค โดยที่คนที่คิดว่าการทานน้ำตาลเทียมไม่มีโทษเหมือนกับการน้ำตาลทั่วไป แล้วยิ่งชะล่าใจกลายเป็นยิ่งทานของหวานหนักกว่าเดิม แท้ที่จริงแล้ว สารให้ความหวานก็มีผลเสียต่อลำไส้หรือลดจำนวนโพรไบโอติกเช่นกัน

  1. ซูคราโลส (Sucralose)
    • ลดจำนวนแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ เช่น Bifidobacteria และ Lactobacilli
    • อาจเพิ่มการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นอันตราย
    • อาจรบกวนเอนไซม์ในลำไส้และส่งผลต่อการทำงานของเยื่อบุลำไส้
  2. แอสปาแตม (Aspartame)
    • บางการศึกษาแนะนำว่าแอสปาแตมอาจเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในลำไส้ แม้ว่าอาจจะไม่รุนแรงเท่าซูคราโลส
    • มีศักยภาพในการเพิ่มระดับของแบคทีเรียบางชนิดที่เชื่อมโยงกับความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม
    • สามารถกระตุ้นการอักเสบในลำไส้
  3. แซคคารีน (Saccharin)
    • เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงในจุลินทรีย์ในลำไส้ที่อาจนำไปสู่การไม่ทนกลูโคส
    • อาจทำให้เกิดความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของชนิดที่เป็นอันตราย
    • เชื่อมโยงกับการอักเสบในลำไส้.
  4. อะซีซัลเฟม โพแทสเซียม (Acesulfame Potassium หรือ Ace-K)
    • บางการศึกษาแนะนำว่าอาจเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิซึมและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน
    • อาจรบกวนสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ แม้ว่าผลกระทบยังคงอยู่ในการศึกษา
  5. อิริทริทอล (Erythritol)
    • โดยทั่วไปแล้วจะไม่ถูกหมักโดยจุลินทรีย์ในลำไส้ จึงมีผลกระทบโดยตรงต่อจุลินทรีย์ในลำไส้น้อยมาก
    • อาจทำให้เกิดปัญหาทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืดและท้องเสียเมื่อบริโภคในปริมาณมาก เนื่องจากมีผลกระทบทางออสโมติก
  6. ไซลิทอล (Xylitol)
    • เช่นเดียวกับอิริทริทอล ไซลิทอลถูกหมักเพียงบางส่วนโดยจุลินทรีย์ในลำไส้
    • สามารถมีผลพรีไบโอติก กระตุ้นการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าบริโภคในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดความไม่สบายในระบบทางเดินอาหาร (ท้องอืด, มีแก๊ส, ท้องเสีย)
  7. ซอร์บิทอล (Sorbitol)
    • ถูกหมักบางส่วนโดยจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งอาจนำไปสู่การผลิตแก๊สและความไม่สบายในระบบทางเดินอาหาร
    • อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจุลินทรีย์ในลำไส้ แม้ว่าอาจไม่รุนแรงเท่าสารให้ความหวานเทียมอื่นๆ
  8. มานนิตอล (Mannitol)
    • ถูกหมักโดยจุลินทรีย์ในลำไส้ นำไปสู่การผลิตแก๊สและความไม่สบายในระบบทางเดินอาหาร
    • เช่นเดียวกับน้ำตาลแอลกอฮอล์อื่น ๆ อาจทำให้เกิดความไม่สมดุลเล็กน้อยในจุลินทรีย์ในลำไส้หากบริโภคในปริมาณมาก
  9. สตีเวีย (Stevia)
    • โดยทั่วไปถือว่ามีผลเป็นกลางหรือเป็นประโยชน์ต่อจุลินทรีย์ในลำไส้
    • บางการศึกษาแนะนำว่าอาจมีผลพรีไบโอติก ส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้
    • ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้
  10. สารสกัดจากผลหล่อฮั้งก้วย (Monk Fruit Extract)
    • ถือว่ามีผลกระทบต่อจุลินทรีย์ในลำไส้น้อยมาก
    • ไม่ถูกหมักในลำไส้ จึงไม่มีผลกระทบต่อจุลินทรีย์ในลำไส้โดยตรง
  11. อัลลูโลส (Allulose)
    • ถือว่ามีผลกระทบต่อจุลินทรีย์ในลำไส้น้อยมาก
    • ถูกดูดซึมในลำไส้เล็กและขับออกทางปัสสาวะ จึงไม่เข้าสู่ลำไส้ใหญ่ในปริมาณที่สำคัญ
  12. มอลทิทอล (Maltitol)
    • ถูกหมักโดยจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด มีแก๊ส และท้องเสีย
    • อาจทำให้เกิดความไม่สมดุลในจุลินทรีย์ในลำไส้หากบริโภคในปริมาณมาก
  13. ไอโซมอลต์ (Isomalt)
    • ถูกหมักบางส่วนโดยจุลินทรีย์ในลำไส้ อาจทำให้เกิดความไม่สบายในระบบทางเดินอาหาร
    • โดยทั่วไปมีผลกระทบเล็กน้อยต่อจุลินทรีย์ในลำไส้

เราจะควบคุมปริมาณการกินน้ำตาล ควบคู่กับการดูแลลำไส้ทำได้อย่างไรบ้าง

  • เลี่ยงการทานน้ำหวาน น้ำอัดลม ลดปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไปในเครื่องดื่มอื่นๆ เช่น ชา กาแฟ
  • เลี่ยงการเติมน้ำตาลเพิ่มในอาหาร เลือกเครื่องปรุงรสหรือซอสที่ไม่เติมน้ำตาล
  • เปลี่ยนจากการทานขนมหวานเป็นของว่างที่ดีต่อสุขภาพที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูป เช่น ถั่ว ธัญพืชที่ไม่เติมน้ำตาลหรือเกลือ ทั้งนี้ควรทานในปริมาณที่พอดีเพื่อให้ได้แคลอรี่ในปริมาณที่เหมาะสมด้วย
  • ทานผลไม้สดแทนการดื่มน้ำผลไม้ เผื่อหลีกเลี่ยงน้ำตาลปริมาณสูง ชะลอการดูดซึม และเพิ่มกากใยซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียดีในลำไส้
  • ทานอาหารที่มีโพรไบโอติก (Probiotic) สูงเพื่อส่งเสริมการเติบโตของแบคทีเรียดีในลำไส้ โดยทั่วไปคนมักจะทานโยเกิร์ตเพื่อเสริมโพรไบโอติก แต่ทั้งนี้ก็ต้องเลือกโยเกิร์ตที่ระบุชัดเจนว่ามีโพรไบโอติกเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย และต้องเป็นชนิดที่ไม่เติมน้ำตาลจะดีที่สุด หรือถ้าจะให้สะดวกขึ้นก็สามารถเลือกทานโพรไบโอติกในรูปแบบอาหารเสริม ซึ่งมั่นใจได้แน่นอนว่าจะได้รับโพรไบโอติกอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีนวัตกรรมแคปซูลทนกรด ที่สามารถปกป้องโพรไบโอติกไม่ให้ถูกน้ำย่อยในทางเดินอาหารทำลายได้ง่ายๆ นอกจากนี้ต้องดูด้วยว่าเป็นโพรไบโอติกสายพันธุ์ที่ตรงกับความต้องการของเราหรือไม่ ที่สำคัญควรมีงานวิจัยรับรองเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการบริโภคด้วย

เสริมเกราะเหล็กให้ลำไส้ ด้วย Tactiva Trio-Probiotic 🛡

บทความแนะนำ
ไมเกรน-ลำไส้อ่อนแอ-โพรไบโอติก
ปวดหัวไมเกรน เกิดจากลำไส้อ่อนแอ แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลจริงหรือ
วิธีเลือกโพรไบโอติก-probiotic -ให้คุ้มค่า-มีประโยชน์
อาหารเสริมที่มีโพรไบโอติก (PROBIOTIC) เยอะกว่า คุ้มค่ากว่า จริงหรือ?
กินเหล้าเยอะ ผลเสีย สุขภาพ
กินเหล้าเยอะ ไม่ใช่แค่ทำให้ ตับแข็ง แต่ส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด
โพรไบโอติก แคปซูล ทนกรด ไม่ละลาย
โพรไบโอติก ที่บรรจุใน แคปซูลทนกรด (Acid resistant capsule) ดีกว่าอย่างไร
บทความอื่นๆ
กินเหล้าเยอะ ผลเสีย สุขภาพ
กินเหล้าเยอะ ไม่ใช่แค่ทำให้ ตับแข็ง แต่ส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด
อาการ กรดไหลย้อน สาเหตุ วิธีรักษา
อาการ กรดไหลย้อน สาเหตุเกิดจากอะไร รักษาด้วยโพรไบโอติกได้อย่างไร
กินโพรไบโอติก-ได้ผล-ดูจากอะไร
จะรู้ได้อย่างไรว่าทานโพรไบโอติกแล้วได้ผล มีวิธีสังเกตอย่างไร
ฝุ่นพิษ-pm2.5-โพรไบโอติก-probiotic
PM2.5 ฝุ่นพิษละอองเล็ก แต่ทำร้ายได้ทั่วร่างกาย สร้างเกราะสู้กลับจากภายใน ด้วยโพรไบโอติก

สินค้าของเรา